Wednesday, November 19, 2008

ธรรมดาของสัตว์โลกธรรมดาของสัตว์โลก

(วันจันทร์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๒)
บัดนี้ ถึงเวลาธรรมกาย คือเวลาปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งมีอยู่ในตัวของทุก ๆ คน เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของพวกเราทั้งหลาย สิ่งอื่นที่จะเป็นที่พึ่งที่ระลึกยิ่งกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว

เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ก็เพื่อแสวงหาสิ่งที่จะทำให้ใจเราสะอาดบริสุทธิ์ที่สุด บริสุทธิ์จนกระทั่งพบกับตัวตนที่แท้จริง ที่มั่นคงที่สุด และมีความสุขอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า พระรัตนตรัยเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด ซึ่งอยู่ในตัวของเรา ในระดับที่ละเอียดลุ่มลึกเข้าไปเป็นลำดับ เป็นธรรมที่สงบ ละเอียด ประณีต เป็นธรรมะลึกซึ้ง เราจะนึกคิด หรือคาดคะเนเอาว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึง เราจะต้องปรับใจที่หยาบให้ละเอียดอ่อน ลุ่มลึกไปตามลำดับ เมื่อใจของเรากลับเข้าไปสู่ภายใน อยู่ในแหล่งของสติ แหล่งของปัญญา เราก็จะรู้เห็นไปตามความเป็นจริงในธรรมะทั้งหลาย

ให้เราลองพิจารณาว่า สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในโลกนี้ จะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม ตัวของเรา หรือสรรพสัตว์ทั้งหลายก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนมีความไม่เที่ยง แปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่ตอลดเวลา เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อม และสูญสลายไปในที่สุด
ความเสื่อมนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา สืบเนื่องติดต่อกันจนเราสังเกตไม่ออก จะเป็นความงดงามของร่างกายก็เสื่อม สติปัญญาก็เสื่อม ความแจ่มใสของดวงตาก็เสื่อม อวัยวะทุกส่วนของเราต่างต้องเสื่อมไปหมด ทั้งภายนอกและภายใน แล้วในที่สุดก็นำไปสู่ความตาย สักวันหนึ่งตัวเราเองก็ต้องตาย คนอื่นก็ต้องตาย จะช้าหรือเร็วก็ต้องตายทั้งนั้น ไม่มีใครที่ไม่ตาย ความตายทำให้เกิดการพลัดพราก ทั้งจากร่างกาย จากทรัพย์สมบัติ หรือจากคนที่เรารัก

เพราะฉะนั้น เราควรจะนึกถึงความเป็นจริงของชีวิตอย่างนี้ เพื่อเราจะได้ไม่ประมาทว่าเรายังมีชีวิตอยู่อีกนาน แล้วก็ผัดวันประกันพรุ่งในการสร้างความดี กลับไปหลงมัวเมาในชีวิต ในความเป็นหนุ่มเป็นสาว ลุ่มหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ มัวเพลิดเพลินอยู่ในโลก ถ้าเราปล่อยวางและทำความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ได้ โดยนึกว่าตัวเราและคนอื่น ๆ ต่างก็จะต้องตายอย่างแน่นอน เราจะตายวันไหน เมื่อไร อย่างไร ที่ไหน เราไม่สามารถกำหนดได้เลย แล้วลองถามตัวเองดูว่า ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร

เราก็จะพบคำตอนว่า เรามีชีวิตอยู่เพื่อจะแสวงหาสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด เพื่อให้ชีวิตของเรามีสุขที่แท้จริง ไม่มีความทุกข์เจือปนเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่ความสุข ความบริสุทธิ์ล้วน ๆ นี่คือเป้าหมายที่แท้จริงที่เราแสวงหา

หากเราสังเกตดูให้ดี พิจารณาให้ลึกซึ้ง เราจะพบว่าตั้งแต่เราเกิดมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ ชีวิตนี้ล้วนเต็มไปด้วยความทุกข์ ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ได้รับทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บบ้าง จากการทำมาหากินบ้าง จากอาสวะกิเลสในตัวของเราเองบ้าง หรือจากเหตุปัจจัยภายนอกมากระทบบ้าง

เมื่อเรารู้เห็นและยอมรับตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในทุกข์ทั้งหลาย เมื่อเบื่อหน่ายก็จะคลายความกำหนัด ความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เมื่อเราปลด ปล่อย วางสิ่งหยาบ ๆ ทั้งหลายเหล่านี้ ได้ จิตก็หลุดพ้นเป็นลำดับ ๆ เข้าถึงความบริสุทธิ์ภายใน เข้าถึงกายภายในไปเรื่อย ๆ จากกายมนุษย์ละเอียดจนกระทั่งเข้าถึงธรรมกายภายใน ธรรมกายนี่แหละเป็นตัวตนที่แท้จริง ถ้าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมกายแล้ว “ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ” ธรรมกาย คือ เรา เรา คือ ธรรมกาย เมื่อนั้นเราจะพบความสุขที่แท้จริงของชีวิต

เพราะฉะนั้น เป้าหมายของการเกิดมาในแต่ละภพแต่ละชาติ ก็เพื่อแสวงหาธรรมกายที่มีอยู่ในตัวของเรานี่เอง การจะเข้าถึงธรรมกายได้ จะต้องมีสติสัมปชัญญะ ประกอบความเพียรให้กลั่นกล้า สละความยินดียินร้ายทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก แล้วก็ฝึกใจให้หยุดให้นิ่งเข้าไปตามลำดับ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับนางกิสาโคตมีว่า

ตํ ปุตฺตปสุสมฺมตฺตํ พฺยาสตฺตมนสํ นรํ สุตฺตํ คามํ มโหโฆว มจฺจุ อาทาย คจฺฉติ
“ มฤตยูย่อมพาเอานรชน ผู้มัวเมาในลูกและสัตว์เลี้ยง ผู้มีใจข้องอยู่ในอารมณ์ต่าง ๆ ไป เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดพาเอาชาวบ้านที่หลับใหลไป ฉะนั้น”

ในสมัยพุทธกาล มีหญิงรูปร่างผอมบาง เนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นคนหนึ่ง ชื่อว่า “กิสาโคตมี” นางได้เกิดอยู่ในสกุลของคนเข็ญใจในกรุงสาวัตถี เมื่อเจริญวัยขึ้นนางก็ได้เข้าสู่ชีวิตการครองเรือนเหมือนบุคคลทั่วไป

ต่อมาได้คลอดบุตรคนหนึ่ง แต่ไม่นานเท่าไร ลูกชายสุดที่รักก็มาเสียชีวิตลง นางเศร้าโศกเสียใจมาก จึงอุ้มร่างที่ไร้วิญญาณของลูกน้อย เดินร้องให้ไปตามบ้านเรือนต่าง ๆ เพื่อขอยาที่จะทำให้เด็กน้อยนั้นฟื้นคืนชีพ คนทั้งหลายก็บอกว่า ยาที่กินแล้วทำให้คนตายฟื้นน่ะ ไม่มีหรอก แต่ด้วยความโศกและความรักลูกน้อยมาบดบังดวงปัญญานางจึงยังคงเดินเที่ยวหายาร่ำไป โดยไม่ฟังคำทัดทานของผู้อื่น

จนกระทั่งมาพบกับบัณฑิต ผู้มีปัญญาท่านหนึ่งเห็นนางพร่ำพิไรรำพันเป็นทุกข์หนัก จึงบอกให้นางไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะท่านมียาวิเศษ นางคิดว่าพระพุทธองค์คงจะมียาดี ที่ให้ลูกกินแล้วฟื้นได้ นางจึงอุ้มลูกน้อยไปวัดพระเชตวันมหาวิหาร ได้ยืนอยู่ท้ายสุดของพุทธบริษัท

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาเพื่อจะทรงแสดงธรรม ประทับนั่งบนพุทธอาสน์แล้ว นางก็เดินแหวกฝูงชนเข้าไปหาพระองค์ กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ได้โปรดประทานยาแก่บุตรของข้าพเจ้าด้วยเถิด”

พระบรมศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งอรหัตผลของนาง จึงตรัสว่า “ดูก่อน..โคตมี เธอมาที่นี่ถูกแล้ว เรามียาขนานวิเศษให้เธอ แต่เธอต้องเข้าไปยังพระนคร เดินไปให้ทั่วทุกบ้าน ไปหาว่าบ้านไหนที่ไม่เคยมีคนตาย แล้วเธอจงนำเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านหลังนั้นมาให้เรา”

นางได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ เริ่มมีความหวังขึ้นมา จึงรีบเดินไปตามบ้านเรือนต่าง ๆ ในพระนคร เพื่อจะขอเมล็ดพันธุ์ผักกาด

เมื่อนางไปยังบ้านหลังแรก ก็ถามว่า “บ้านนี้ยังไม่มีใครเคยตายใช่ไหม ?”
คนในบ้านนั้นก็บอกว่า “เธอพูดอะไรอย่างนั้น บ้านหลังนี้มีคนตายตั้งแต่หลายคนแล้ว”

นางก็ไม่ละความพยายาม เดินค้นหาต่อไปอีก แต่ไม่ว่าจะถามบ้านหลังไหน เขาก็บอกว่าเคยมีคนตายแล้วทั้งนั้น เดินถามอยู่ทั้งวันจนเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า จนกระทั้งความเศร้าโศกได้คลายลง นางจึงเริ่มเกิดปัญญาคิดได้ว่าในนครนี้บ้านที่ไม่มีคนตายคงไม่มี พระผู้มีพระภาคเจ้า คง
จะอนุเคราะห์แก่เราด้วยเหตุนี้เป็นแน่

นางจึงเกิดความสลดสังเวช เห็นความไม่เที่ยงของชีวิต จึงได้อุ้มร่างที่ไร้วิญญาณของลูกน้อยไปยังป่าช้า วางลูกลงบนพื้นแล้วพูดว่า

“ลูกเอ๋ย แม่คิดว่าความตายเกิดขึ้นเฉพาะเจ้าเท่านั้น แต่แท้ที่จริงความตายนี้ไม่มีแก่เจ้าคนเดียว มันเป็นธรรมดาที่ต้องเกิดกับทุกคน แม้กระทั่งตัวของแม่เอง”

จากนั้นนางได้เดินไปยังสำนักของพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ตรัสถามว่า “ดูก่อนโคตมี เธอได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดแล้วหรือ”

นางกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่มีกิจที่จะต้องใช้เมล็ดพันธุ์ผักกาดอีกแล้ว เพราะความตายเป็นธรรมดาของสัตว์โลก ขอพระองค์ได้โปรดประทานที่พึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด”

พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดีแล้วโคตมี เธอจงตั้งใจฟัง” พระพุทธองค์ได้ตรัสเป็นพระคาถาว่า

“ธรรมดาของสัตว์โลกมีความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงมิใช่ธรรมของชาวบ้าน มิใช่ธรรมของชาวเมืองและมิใช่ธรรมของสกุลใดสกุลหนึ่ง แต่เป็นธรรมของโลกทั้งหมด ตลอดทั้งเทวโลกและพรหมโลก มฤตยูย่อมพาเอาบุคคลผู้มัวเมาในบุตร เหมือนห้วงน้ำย่อมพัดพาเอาบุคคลผู้หลับไหลอยู่ ฉะนั้น“

เมื่อจบพระธรรมเทศนา นางก็ได้บรรลุธรรมกายพระโสดาบัน มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง แล้วทูลขอบรรพชา พระบรมศาสดาทรงอนุญาตให้บรรพชาและอุปสมบท ในสำนักของภิกษุณี ต่อมไม่นาน นางได้เจริญวิปัสสนาบำเพ็ญภาวนา ด้วยความไม่ไประมาท ทำใจหยุดใจนิ่งเข้าไปสู่ภายในเข้ากายธรรมในกายธรรมไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งบริสุทธิ์ หลุดพ้นไปตามลำดับ

พระพุทธองค์ทรงทราบว่า บัดนี้อินทรีย์ของนางแก่กล้า ถึงเวลาที่จะบรรลุอรหัตผลแล้ว จึงได้เปล่งฉัพพรรณรังสีไปถึงนาง แล้วตรัสว่า

“ผู้ไม่เห็นอมตบท
แม้มีชีวิตอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี
ชีวิตของผู้เห็นอมตบทเพียงวันเดียว
ยังประเสริฐกว่า”

จบพระพุทธดำรัส นางก็ได้บรรลุกายธรรมอรหัต เป็นพระอรหันตเถรีผู้เลิศองค์หนึ่ง มีความเคร่งครัดในการใช้สอยบริขารเครื่องนุ่งห่ม เมื่อได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว จึงคิดว่าจะไปเฝ้าพระพุทธองค์ ได้เหาะมาทางอากาศ ขณะนั้นท้าวสักกเทวราชกำลังเข้าเฝ้าพระพุทธองค์อยู่ นางจึงถวายบังคมแล้วกลับไป
ท้าวสักกะทอดพระเนตรเห็น จึงทูลถามพระบรมศาสดาว่า “ภิกษุณี ผู้มีกายผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นนั้นชื่ออะไรพระเจ้าข้า ? “

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “มหาบพิตร ภิกษุณีนั้นชื่อกิสาโคตมี เป็นธิดาของเรา ผู้เป็นเลิศกว่าอรหันตเถรีทั้งหลาย ในด้านผู้ทรงผ้าบังสกุล เราเรียกอริยชน ผู้ทรงผ้าบังสุกุล มีกายผอมสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น มีปกติเพ่งเพียร อยู่ผู้เดียวในป่าว่า เป็นพราหมณ์ผู้ลอยบาปแล้ว”

ดังนั้นเราจึงไม่ควรประมาทมัวเมาในชีวิต เพราะพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า เย ปมตฺตา ยถา มตา ผู้ใดประมาท ไม่ทำความดี แม้มีชีวิตอยู่ ก็เหมือนคนตายแล้ว บุคคลที่เกิดมาแล้ว แต่กลับไม่ได้แสวงหาสิ่งที่เป็นแก่นสารสาระที่แท้จริงของชีวิต หรือทำสิ่งที่มีคุณค่าให้แก่ตนเองและผู้อื่นนั้น ได้ชื่อว่าตายแล้ว
เราควรจะดำเนินชีวิตของเราให้มีคุณค่าสูงสุด ด้วยการตั้งใจทำความดี สร้างบุญสร้างบารมีของเราต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง หมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่ง หมั่นนึกถึงความตายอยู่เสมอ เพื่อเราจะได้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตกัน